อาหารไม่ย่อยและกรดไหลย้อนโรคฮิตของคนยุคดิจิตัล

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2556 ได้ไปร่วมงาน “ศูนย์กู้ภัยอาหารไม่ย่อยและกรดไหลย้อน ” กับ Gaviscon Dual action ที่ห้างสรรพสินค้าสยามเซ็นเตอร์มาค่ะ โรคกรดไหลย้อนและอาหารไม่ย่อยนี่ถือว่าเป็นโรคยอดฮิตสำหรับคนยุคเราจริงๆ ค่ะ เอาแค่ในกลุ่มเพื่อนที่รู้จักกัน หลายคนผ่านความทรมานจากโรคนี้มาแล้วทั้งนั้น รวมทั้งตัวทรายที่ทรมานกับโรคนี้มานานหลายเดือน หนักสุดคือนอนไม่ได้ นอนไม่หลับ จนสุดท้ายทนไม่ไหวต้องไปหาหมอแล้วปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ทั้งหมด จนอาการดีขึ้น ถ้าช่วงไหนที่รู้สึกแน่นอาหารไม่ย่อย ก็จะดูแลตัวเองเบื้องต้นด้วยการซื้อยากาวิสค่อนมาทานเอง ดูแลตัวเองด้วยการลดพวกอาหารรสจัด ทานเสร็จแล้วไม่นอนเลย ไม่ทานเยอะ ก็ช่วยได้เยอะเลยค่ะ

งานนี้ แพทย์หญิงวิภากร เพิ่มพูล อายุรแพทย์  ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มาให้ความรู้เกี่ยวกับสาเหตุของโรค โรคแทรกซ้อนและการป้องกันรักษาอาการอาหารไม่ย่อยและกรดไหลย้อนให้กับผู้ร่วมงาน โดย แพทย์หญิงวิภากร เพิ่มพูล กล่าวว่า “ทั้งอาการอาหารไม่ย่อยและ โรคกรดไหลย้อนกลายเป็นโรคยอดฮิตในคนยุคปัจจุบัน และเข้ามาใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย  เพราะสถานการณ์การใช้ชีวิตของคนที่เปลี่ยนไป การใช้ชีวิตที่เร่งรีบ   การรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ และไม่ตรงเวลา การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอลล์ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนเป็นโรคนี้เพิ่มมากขึ้น  ในอดีตคนไทยยังไม่รู้จักโรคนี้ เพราะคิดว่าเป็นโรคของชาวตะวันตก เนื่องจากชาวตะวันตกมักจะมีน้ำหนักตัวเกิน และรับประทานอาหารประเภท คาร์โบไฮเดรต และไขมันที่ย่อยยาก แต่ในปัจจุบันการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปของชาวเอเชีย ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคดังกล่าวได้เช่นกัน โดยความรุนแรงของโรคแบ่งเป็น 3 ระดับ คือกลุ่มที่มีอาการไม่มากเป็นแล้วหาย  กลุ่มที่สอง คือกลุ่มที่เป็นแล้วเป็นซ้ำแต่ไม่รุนแรง กลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มที่มีอาการรุนแรงถึงขั้นเป็นแผลในหลอดอาหาร  แม้จะพบผู้ป่วยที่เป็นโรคในระดับที่รุนแรงในจำนวนไม่สูงนัก แต่กลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่อการพัฒนาของโรคเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ และอาจลุกลามไปเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหารได้ การรักษาเบื้องต้นจึงมีความสำคัญมากที่จะบรรเทาอาการในระยะแรก โดยผู้ป่วยสามารถสังเกตอาการเบื้องต้นที่ต่างกันได้

แพทย์หญิงวิภากร เพิ่มพูล อายุรแพทย์ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

อาการเบื้องต้นเด่นๆ ของอาหารไม่ย่อยที่เราสามารถสังเกตได้

— อาการอาหารไม่ย่อยนั้นเกิดจากการมีกรดเกินในกระเพาะอาหารจึงทำให้มีอาการปวดท้อง แน่นท้อง จุกเสียด อิ่มเร็ว เรอมากเป็นอาการเด่น

อาการเบื้องต้นของโรคกรดไหลย้อน

อาการจุกแน่นอยู่ที่หน้าอกคล้ายอาหารไม่ย่อย แต่จะมีอาการแสบร้อนกลางอก  เรอบ่อย จุกคอ ไอมาก เจ็บคอเรื้อรัง  เพราะเกิดจากหูรูดที่กั้นระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารเสื่อมหรือปิดไม่สนิท ทำให้กรดที่อยู่ในกระเพาะอาหารซึ่งอาจรวมไปถึงเอนไซม์เปบซินและน้ำดีมีการไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหารก่อให้เกิดการระคายเคืองหลอดอาหารและทำให้เกิดการเจ็บปวดแบบแสบร้อนในอก 

 สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน คือ ปัจจัยเรื่องโรคอ้วน การตั้งครรภ์ พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่นิยมอาหารรสจัด อาหารขยะหรือมันเกินไป การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอลล์ นอนทันทีหลังมื้ออาหาร รวมถึงความเครียดที่เป็นตัวกระตุ้น ให้อาการของโรคทวีความรุนแรงมาก

คุณหมออธิบายว่าอาการอาหารไม่ย่อยมีความเกี่ยวเนื่องกับกรดไหลย้อน เนื่องจากกรดที่เกินจะเป็นสัญญาณบอกถึงความผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร หากปล่อยทิ้งไว้จึงมีโอกาสทำให้กรดในกระเพาะอาหาร  ไหลย้อนขึ้นไปสู่ทางเดินอาหารและหลอดอาหารจนทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนได้ โรคกรดไหลย้อนเป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิตแบบไม่รู้ตัว เวลาที่เป็นจะรู้สึกไม่สบายตัว ช่วงกลางวันหากมีอาการก็บั่นทอนสมาธิการทำงาน  ช่วงกลางคืนมักต้องตื่นขึ้นมานั่ง เพราะนอนไม่ได้เนื่องจากแสบอก จึงหลับไม่สนิท ส่งผลให้คุณภาพชีวิตในวันถัดไปแย่ตามไปด้วย หากละเลยไม่ดูแลรักษาอาจมีการอักเสบ เกิดแผล มีเลือดออก ในบางรายที่เป็นมาก และเป็นนานจนเกิดภาวะที่เซลล์เยื่อบุหลอดอาหารผิดปกติ หรือที่เรียกว่า Barrett’s Esophagus ซึ่งจะทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งหลอดอาหารได้

เพื่อป้องกันไม่ให้โรคแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้นก็ควรป้องกันตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

— การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมีความสำคัญที่สุด เช่นปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารไขมันเยอะ เพราะทำให้การย่อยช้าลง เลี่ยงอาหารรสจัด งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงชา กาแฟ น้ำอัดลม รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม เพราะอาหารเหล่านี้จะสร้างลมในทางเดินอาหาร ซึ่งจะดันกรดและอาหารที่ยังย่อยไม่หมดขึ้นไปสู่กระเพาะและหลอดอาหารได้ แบ่งย่อยอาหารมื้อหลัก จากวันละ 3 มื้อ เป็น 5-6 มื้อ   ต่อวัน และเข้านอนหลังจากมื้ออาหารอย่างน้อย 3 ชั่วโมง การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 3-5 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที จะช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น ส่วนในกรณีของผู้ที่มีอาการบ่อยควรยกหัวเตียงนอนให้สูงขึ้น 6 – 10 ฟุต  จะสามารถช่วยลดอาการได้ ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้ยาร่วมด้วยก็ขอให้คำนึงถึงการใช้ยาที่ถูกกับโรคและอาการ รวมทั้งการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องตามที่แนะนำข้างต้นจะสามารถช่วยบรรเทาอาการได้”

หลังจากที่คุณหมอพูดจบคุณมิ้น-ชาลิดา ก็ได้บอกเล่าประสบการณ์ของตัวเองเกี่ยวกับโรคกรดไหลย้อน “ด้วยอาชีพนักแสดง ทำให้ทานอาหารไม่เป็นเวลาเวลาพักผ่อนก็มีน้อย กลับบ้านดึกบางครั้งทานอาหารแล้วก็นอนเลย ทำให้มีอาการอาหารไม่ย่อยอยู่บ่อยๆ ในการดูแลตัวเองเบื้องต้นคุณมิ้นก็ซื้อยาลดกรดช่วยย่อยมาทานเอง ช่วยทำให้อาการดีขึ้นและก็พยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ดูแลตั้งแต่ระยะแรกทำให้โรคไม่ลุกลาม

บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ฒ , มิ้นต์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง, ภัทร ฉัตรบริรักษ์ มาร่วมแชร์ประสบการณ์โรคกรดไหลย้อน

อาการอาหารไม่ย่อยและกรดไหลย้อนแม้จะไม่ใช่โรคที่อันตรายถึงชีวิต แต่ก็ควรให้ความสำคัญในการรักษาและดูแลตัวเองตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น เพราะโรคดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและสามารถนำไปสู่โรคแทรกซ้อนอื่นที่รุนแรงขึ้นได้ หากละเลยไม่ทำการรักษาด้วยวิธีที่ถูกต้อง ซึ่งนอกจากการใช้ยาบรรเทาให้เหมาะกับโรคและอาการแสดงแล้ว ผู้ป่วยต้องปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต ทั้งในเรื่องของอาหารการกิน การควบคุมน้ำหนัก การมีวินัยต่อตนเอง และการจัดการความเครียด เป็นต้นแล้วจะเห็นว่าการมีสุขภาพดีห่างไกลจากอาการอาหารไม่ย่อยและกรดไหลย้อนไม่ใช่เรื่องยากเลย

  • On July 15, 2013
  • https://twitter.com/nusineja

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *